ขวากหนามที่สร้างตัวตนของคำว่า “นักเขียน”

หากพูดถึงหนึ่งในอาชีพยอดนิยมของคนในปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “นักเขียน” เป็นอาชีพที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีความเป็นอิสระในการทำงานและได้ใช้จินตนาการของตัวเองให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างถ่ายทอดผ่านตัวอักษรที่มีความสละสลวย ได้เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องขึ้นตรงกับใครหากทำหนังสือขายเอง ด้วยปัจจุบันนักเขียนสามารถลงขายหนังสือทำมือด้วยทุนของตัวเองและลง E – Book ให้นักอ่านเข้ามาโหลดซื้อ ไม่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับสำนักพิมพ์เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะง่ายเสมอไป หากคุณยังไม่มีฐานนักอ่านมากพอก็ควรไตร่ตรองเรื่องที่จะอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองให้ดีเสียก่อน เพราะนอกจากจะต้องหาทุนเพื่อออกนิยายตีพิมพ์ทำมือเอง คุณยังต้องเสี่ยงกับผลกำไรที่อาจไม่คุ้มทุนก็เป็นได้ ยิ่งถ้าแนวหนังสือของคุณไม่ตอบโจทย์การตลาดก็ยิ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะได้มาซึ่งฐานแฟนคลับและการขาดทุน เพราะฉะนั้นหากคุณยังเป็นนักเขียนหน้าใหม่ มีผลงานเขียนน้อย หรือผลงานไม่เป็นไปตามแนวการตลาดก็ควรให้ “สำนักพิมพ์” เป็นตัวเลือกของคุณจะดีกว่านะคะ

รักงานที่ทำ
“ไม่ใช่ว่านิยายของคุณไม่ดี เพียงแค่คุณต้องเสนอมันให้เต็มที่ รวมถึงหาจังหวะเวลาและสถานที่ที่เหมาะกับมัน”

ขึ้นชื่อว่า “สำนักพิมพ์” แล้ว การโปรโมตหนังสือและคอนแทร็คต่าง ๆ ย่อมสามารถเผยแพร่ได้หลากหลายช่องทางและมีฐานนักอ่านจำนวนมาก เพราะสำนักพิมพ์จะมีการนำหนังสือที่ตีพิมพ์วางแผงในร้านหนังสือทั่วประเทศ หากคุณได้มีโอกาสเป็นนักเขียนให้สำนักพิมพ์และออกผลงานเป็นประจำก็จะทำให้คุณได้เพิ่มฐานนักอ่านไปในตัว เป็นโอกาสที่ดีเชียวล่ะ

แต่อย่างที่หลายคนพูดกันว่า หากหนังสือไม่ดีจริงก็คงผ่านการพิจารณาตีพิมพ์จากกองบรรณาธิการยาก และทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็ย่อมต้องมีเสียกำลังใจกัน จะทำให้ไม่มีกำลังใจในการเขียนต้นฉบับต่อไปเปล่า ๆ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นความเข้าใจผิดค่ะ...โดยปกติการพิจารณาต้นฉบับนั้น สำนักพิมพ์จะคำนึงถึงแนวทางการตอบโจทย์ตลาดเป็นอันดับแรกไม่ว่าต้นฉบับของคุณจะเป็นหนังสือประเภทใด เพราะหากหนังสือดีจริงแต่ไม่ใช่แนวตลาดก็มีอาจเสี่ยงขาดทุนได้ ไม่ใช่ว่าสำนักพิมพ์ไม่กลัวนะคะ เพราะพวกเขาก็เป็นนักธุรกิจ อะไรที่มองแล้วไม่คุ้ม เขาก็ย่อมไม่อยากเสี่ยงเช่นเดียวกันแม้ว่าฐานผู้อ่านจะเยอะเพียงใด แต่หากต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามยอดพิมพ์ที่ได้พอออกขายแล้วมีคนซื้อไม่กี่เล่มก็เปลืองกำไรไปเปล่า ๆ หากแนวทางหนังสือของคุณเป็นไปตามแนวตลาดก็มีสิทธิ์จะผ่านด่านแรกไปได้ แต่นอกนั้นก็จะเป็นการตรวจสอบด้านการเขียนและผลลัพธ์ที่ผู้อ่านจะได้จากหนังสือของคุณค่ะ

เขียนงาน
หนังสือ

ต้นฉบับแนวการให้ความรู้ก็ต้องดูความแตกต่างของแนวคิดผู้เขียนที่เหล่าผู้อ่านเคยได้รับจากหนังสือเล่มอื่นมาก่อนว่าน่าสนใจตรงจุดใด มีเหตุมีผลและเชื่อถือได้หรือไม่ ที่สำคัญ...ผู้เขียนคือใคร? เพราะคงไม่มีสำนักพิมพ์ไหนจะเชื่อในแนวคิดการให้ความรู้จากต้นฉบับนั้น ๆ หากเป็นแค่มุมมองส่วนตัวที่ไม่ได้เกิดจากประสบการณ์มาก่อนและผู้เขียนก็ไม่ได้อยู่ในแวดวงนั้น คุณจึงต้องมี Profile ของตัวเองแนบมาพร้อมต้นฉบับที่ส่งด้วย หากไม่ได้อยู่ในแวดวงก็ให้คุณเล่ารายละเอียดประสบการณ์หรือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณเขียนต้นฉบับนี้ขึ้นมาก็ได้ สำนักพิมพ์จะได้รู้ถึงที่มาที่ไป ไม่ใช่คุณมาถึงก็บอกเลยว่านักอ่านควรทำแบบนี้ ๆ

หากต้นฉบับของคุณเป็นนิยายซึ่งแน่นอนว่าเป็นแนวหนังสือที่นักเขียนกว่าครึ่งค่อนประเทศให้ความสนใจในการเขียนส่งสำนักพิมพ์เป็นจำนวนมาก การแข่งขันจึงต้องมีเป็นธรรมดา เพราะนิยายสามารถเปิดจินตนาการได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งแหวกแนวก็ยิ่งมีความน่าสนใจ หลายเรื่องอาจมีโครงเรื่องที่คล้ายกัน คุณก็ต้องทำให้การดำเนินเรื่องของตัวละครมีความแตกต่างกันไป สำนักพิมพ์จะตรวจสอบการใช้ภาษาที่ต้องมีความลื่นไหล เป็นธรรมชาติ มีสำนวนสละสลวยเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง การคงที่ของบุคลิก อารมณ์ของตัวละคร มีการดำเนินเรื่องอย่างเป็นลำดับ ไม่ข้ามเหตุการณ์นี้ไปเหตุการณ์นู้นเมื่อยังไม่ถึงจุดที่ผู้อ่านจะเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบันดี และสุดท้ายก็คือ ความสมเหตุสมผลของเรื่องราวที่ทำให้เกิดต้นเรื่องจนถึงปลายเรื่อง คุณสามารถทำได้หรือไม่? ฟังดูเหมือนง่าย แต่เมื่อทำจริง ๆ แล้วมันเป็นความยากระดับหนึ่งเลย แม้ว่าเราจะทำมันออกมาได้ดี แต่ถ้ามันยังขาด “ความแปลกใหม่”ของตัวเรื่องก็อาจจะผ่านยาก

จดบันทึก
พิมพ์งาน

อย่างที่บอกไปว่าสำนักพิมพ์ในประเทศไทยมักดูแนวของการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อแหวกแนวก็ควรจะให้ไม่เกินขอบเขตของการตลาดมากนัก เช่น เป็นเรื่องราวแฟนตาซีแต่ควรมีการกล่าวถึงโลกแห่งความจริงบ้าง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่านักเขียนที่ยังคงต้องการให้ผู้อ่านเห็นความแตกต่างในสไตล์ตัวเองจะไม่มีพื้นที่ให้หนังสือได้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับสำนักพิมพ์เลยนะคะ เพียงแค่ต้องอาศัยจังหวะเวลาและการนำเสนอแบบย่อ ๆ เป็นน้ำจิ้มให้สำนักพิมพ์เห็นถึงความน่าสนใจในงานเขียนตัวเอง

ยกอย่างนิยายเรื่อง “ฤาลิขิตผัน” ของนามปากกา “ม่านฝน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียครอบครัวรวมถึงแฟนหนุ่มที่ถูกฆาตกรรมต่อหน้าต่อตาเธออย่างมีปริศนา เธอจึงต้องเสี่ยงตายในการสืบหาเบื้องหลังของเรื่องนี้จนถูกดึงไปสู่โลกคู่ขนานและได้รับความช่วยเหลือจากนักธุรกิจหนุ่มชาวเวียดนามซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับแฟนของเธอที่เสียชีวิตไปแล้วทว่ามีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน การสวมรอยเป็นภรรยาของชายหนุ่มเพื่อสืบหาตัวเธอในโลกคู่ขนานที่หายไปจึงบังเกิดขึ้นพร้อมกับการไขปริศนาหลายอย่างที่พัวพันอดีตของทั้งคู่รวมถึงเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในโลกที่หญิงสาวจากมา

นิยายเรื่องนี้ก็ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ในประเทศไทยหลายแห่งเกือบ 10 สำนักพิมพ์ ทั้งสำนักพิมพ์เล็กและสำนักพิมพ์ใหญ่ด้วยเนื้อเรื่องที่ส่วนใหญ่ไม่ตรงกับแนวของสำนักพิมพ์ หรือก็คือ “ไม่ตอบโจทย์ตลาดนักอ่านในไทย” นั่นเอง ยอดผู้ติดตามในเว็บอ่านออนไลน์ก็น้อยนิดมาก จนกระทั่ง...ฤาลิขิตผันได้มีโอกาสผ่านการพิจารณาตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ “Book Of Dream” และได้รับการติดต่อค่ายละครใหญ่เพื่อจะขอนำไปเสนอต่อช่องเพื่อพิจารณาเป็นละคร! ตัวของนักเขียนไม่ได้หวังมากว่านิยายของเธอจะผ่านการพิจารณาได้ทำเป็นละครหรือไม่ เพราะแค่วันที่ทางค่ายละครติดต่อมาว่าอ่านแล้วสนใจนิยายของเธอ นักเขียนก็มีกำลังใจในการเขียนนิยายเรื่องอื่น ๆ ต่อ และเข้าใจในหลาย ๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาที่เธอเคยท้อ