“ตัวตนแห่งอาชีพ” ไม่มีวันใดที่จะสายเกินสำหรับการค้นพบ

“เรียนจนจบมหาวิทยาลัย ฉันก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี” เชื่อว่าหลายคนที่พบเจอกับปัญหาชีวิตนี้ ซึ่งปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมที่ยังไม่สามารถค้นพบ “ตัวตนแห่งอาชีพ” ได้ ไม่ว่าจะถามตัวเองกลับสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่มีเสียงความคิดใดๆ สะท้อนกลับมาง่ายๆ อันเป็นสาเหตุของการไม่มีงานทำที่นับวันมีอัตราเพิ่มสูงในประเทศไทยเรื่อยๆ ในขณะที่ต่างประเทศโดยเฉพาะแถบยุโรปเริ่มมีจำนวนน้อยลงทุกวัน เพราะอะไร? ความแตกต่างของการดำเนินชีวิตในสังคม? กรอบวัฒนธรรม? หรือจะเป็นที่ค่านิยมผิดๆกัน? วันนี้เรามีคำตอบให้คุณ

ค้นหาตัวตน

สังคมไทยเรามีค่านิยมที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คือ “คนเรียนเก่งเป็นผู้พัฒนา คนเรียนอ่อนเป็นผู้สิ้นเปลือง” เพราะผู้ใหญ่ต่างมองกันว่าเด็กที่ตั้งใจเรียน มีผลการเรียนดีจะทำให้สมองเกิดการตื่นตัวในการรับหน้าที่ภาระงานต่างๆ และทำออกมาได้ดี แตกต่างกับคนที่เรียนไม่เก่ง ซึ่งไม่ว่าจะให้ภาระงานไปเท่าไหร่ก็เข้าใจยาก เป็นผลให้ทำงานออกมาไม่ดี สร้างความเดือดร้อนต่องานส่วนรวมของผู้อื่นทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา จึงควรอยู่ในที่ที่เหมาะสมของตัวเองเสีย แล้วเปิดทางให้เฉพาะผู้ที่เก่งได้เข้ามามีบทบาททุกอย่างเพื่อสังคมเรา

ตั้งใจเรียน
ความแตกต่าง

แต่ความจริงแล้วค่านิยมนี้เป็นเรื่องที่ผิดมากๆ คุณเคยได้ยินคำว่า “เหรียญมีสองด้าน” หรือไม่คะ? คนเราก็ไม่ต่างกับเหรียญ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกอย่าง คนที่ถูกมองว่าเก่งก็อาจมีทักษะอ่อนด้อยในด้านที่คนไม่เก่งมี และคนที่ถูกมองว่าไม่เก่งก็อาจจะมีทักษะอื่นที่หาไม่ได้ในหมู่คนที่เก่ง จะเห็นได้ว่ามนุษย์มีความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้วัดจากผลการเรียน ไม่ได้วัดจากแผนกการเรียนสายวิทย์ – คณิต และสายศิลป์ – ภาษา ไม่ได้วัดจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในด้านวิชาการต่างๆ แต่อย่างใด

เก่งคำนวน
ชอบวาดภาพ

คนในสังคมไทยที่ได้รับค่านิยมผิดๆ นี้จะมองข้ามถึงความจริงแล้วเอาแต่เดินตามเส้นทางที่ผู้ใหญ่และสังคมกำหนด เอาแต่คิดว่าหากดื้อเลือกในสิ่งที่ตนเองชอบแล้วผลสุดท้ายเมื่อจบมาไม่มีงานทำหรือไม่ใช่ในสิ่งที่เป็นตัวตนเราจริงๆ นอกจากจะเครียดแล้ว ยังต้องมานั่งกดดันด้วยแรงทับถมจากคำพูดของคนรอบตัวด้วย จึงตัดสินใจละทิ้งตนเองและเข้าสู่เส้นทางการศึกษาสไตล์ค่านิยมซึ่งผลก็ออกมาให้เห็นกันเมื่อเรียนจบว่า “ไม่สามารถฝืนได้อีกต่อไป” บางคนเรียนไม่จบก็รู้ตัวเองแล้วว่าไม่เหมาะกับทางเดินนี้ เราจึงจะเห็น “เด็กซิ่ว” ในปัจจุบันที่ย้ายไปเรียนคณะอื่นหรือมหาวิทยาลัยอื่นกลางคันจำนวนมากซึ่งเราไม่ควรไปว่าเขา แต่ควรให้คำชื่นชมเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาสามารถยอมรับเส้นทางตัวตนได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วก่อนเรียนจบ ส่วน “เงินที่เสียไปจากการเรียนในคณะเดิม” ก็ไม่ถือว่าเสียโดยเปล่าประโยชน์แต่อย่างใด เพราะมันก็คือส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์แห่งการค้นพบตัวเองจริงๆ ว่าเหมาะที่จะเดินไปให้สุดหรือไม่

เก็บหอม รอมริบ
เงินที่มี

บางคนเรียนจบมาแล้วพอเข้าทำงานจริงๆ ก็เพิ่งได้ค้นพบชีวิตการทำงานในองค์กรแล้วรู้สึกว่าการทำงานในด้านนี้ช่างไม่เหมาะสำหรับเราเลย ไม่ว่าจะเป็นสังคม การแข่งขันชิงดีชิงเด่น และงานในตำแหน่งตัวเองที่แตกต่างจากความคิดแรกเมื่อก้าวเข้ามามาก บางคนสามารถทนได้เพื่อเงิน แต่กับบางคนที่รู้สึกว่ามันสุดทางแล้วจริงๆ กับประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจนี้จึงเปลี่ยนงาน ซึ่งอาจเปลี่ยนไปทำงานในสายเดิมหรือเปลี่ยนไปทำงานด้านอื่นที่ค้นพบแล้วว่าเข้ากับตัวเองได้ดีที่สุด

ทำงาน
โต๊ะทำงาน

พราะฉะนั้น ประสบการณ์ค้นพบตัวตนแห่งอาชีพของแต่ละคนจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับตัวเราที่ได้มีโอกาสผ่านบททดสอบต่างๆ ในการศึกษางานนั้นๆ มากยิ่งขึ้นและการเปิดใจของตัวเอง รู้ว่าเราต้องการอะไร เราสามารถปฏิบัติตัวของเราให้เข้ากับสถานการณ์ในการทำงานนั้นได้หรือไม่ เรามีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำมากน้อยเพียงใด...แล้วคุ้มค่ากับการที่จะอยู่กับมันไปตลอดชีวิตจริงหรือ?

หากมันไม่คุ้มในความคิดของคุณจริงก็ขอให้ออกมาเถอะ ทำในสิ่งที่คุณรักและคิดว่ามันก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน คุณอาจค้นพบสิ่งที่เหมาะกับคุณในวัยล่วงเลยช่วงกลางคนมาแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะตราบใดที่ยังมีแรงอยู่ คุณก็ยังสามารถเป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองและทำทุกวันให้มีความสุขได้

ความสุขในการทำงาน
ทำในสิ่งที่ชอบ
29 มิ.ย. 2563 173